คอมพิวเตอร์ไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดของการอ่านออกเขียนได้ อันที่จริงพวกมันอาจจะช่วยสร้างยุคสมัยที่มีการอ่านออกเขียนได้และมีส่วน ร่วมที่สุดที่โลกเคยพบมา
Carl Whitaus รองศาสตราจารย์ด้านการเขียนที่ UC Davis จะทำการแสดงข้อพิสูจน์ดังกล่าวระหว่างช่วงการประชุม ณ วันที่ 20 มิถุนายน ที่ UC Davis โดยเป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนา Computers & Writing 2009 ที่สนับสนุนโดยแผนงานด้านการเขียนของมหาวิทยาลัย โดยเขาจะทำการรายงานผลการทดลองขั้นต้นจากโครงการในภาควิชาการศึกษาของแคลิ ฟอร์เนียที่ได้เริ่มไปแล้วในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของเขตโรงเรียน Elk Groove ในแคลิฟอร์เนีย โครงการนี้ได้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเพิ่มผลสำเร็จทางการศึกษา
ในช่วงปี แรกของการศึกษาสองปีนั้น Whithaus กล่าวอ้างว่าผลสำเร็จของนักเรียนนั้นเพิ่มขึ้น 27.5 เปอร์เซนต์ โดยเขาเป็นผู้อำนวยการการสำรวจการวิจัยเพื่อที่จะประเมินประสิทธิผลของ โครงการนี้
“เราพบว่าการอ่านออกเขียนได้ที่มีพื้นฐานอยู่บนวิธีการ พิมพ์แบบดั้งเดิมนั้นสำคัญ ในขณะเดียวกันเราก็เห็นว่าเทคโนโลยีใหม่ๆนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพที่ไม่ พึงปรารถนาด้วย” Carl Whithaus กล่าว
“การอ่านและเขียนด้วยการพิมพ์ แบบดั้งเดิมนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุดที่ใหญ่กว่าของความสามารถที่นัก เรียนจะต้องมีในศตวรรษที่ 21 นี้”
Whithaus เองนั้นยังเป็นคนจัดงาน Computers & Writing 2009 ด้วย โดยงานสัมมนานี้เป็นจุดสูงสุดของการประชุมตลอดปีที่จัดโดย University of California ในเรื่องเทคโนโลยีและการเขียน
ที่มา : วิชาการ ดอทคอม
วันพุธ, ตุลาคม 28, 2009
วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 12, 2009
อังกฤษแชมป์ซื้อของออนไลน์
ผลการสำรวจซึ่งจัดทำโดยบริษัทวิจัยทางการตลาดมินเทลพบว่า อังกฤษเป็นประเทศที่มีการซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์มากที่สุด
โดยเมื่อปีที่แล้วนักช้อปเมืองผู้ดีใช้จ่ายเงิน 460,130 ล้านบาทซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ขณะที่คนเยอรมนีซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์เป็นเงิน 456,370 ล้านบาท ความที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแข่งขันกันตัดราคาค่าบริการบอร์ดแบนด์อินเท อร์เน็ต ทำให้ผู้บริโภคมีความสะดวกในการซื้อสินค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้น
ทั้งนี้ ยอดจำหน่ายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตทั่วยุโรปเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 51 เป็น 1.88 ล้านล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว และคาดว่าจะเพิ่มเป็นสามเท่าในปี 2553 มินเทลชี้ด้วยว่าการค้าขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะปัจจุบันมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 2 ของระบบค้าปลีกโดยรวมทั่วยุโรป
ข้อมูลจาก นสพ. ข่าวสด
โดยเมื่อปีที่แล้วนักช้อปเมืองผู้ดีใช้จ่ายเงิน 460,130 ล้านบาทซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ขณะที่คนเยอรมนีซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์เป็นเงิน 456,370 ล้านบาท ความที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแข่งขันกันตัดราคาค่าบริการบอร์ดแบนด์อินเท อร์เน็ต ทำให้ผู้บริโภคมีความสะดวกในการซื้อสินค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้น
ทั้งนี้ ยอดจำหน่ายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตทั่วยุโรปเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 51 เป็น 1.88 ล้านล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว และคาดว่าจะเพิ่มเป็นสามเท่าในปี 2553 มินเทลชี้ด้วยว่าการค้าขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะปัจจุบันมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 2 ของระบบค้าปลีกโดยรวมทั่วยุโรป
ข้อมูลจาก นสพ. ข่าวสด
วันจันทร์, มกราคม 12, 2009
4 วิธีพีอาร์ในโลกออนไลน์

เมื่อ มาร์ค บิทเทอร์แมน ซึ่งเรียกตัวเองว่า "Selmelier" กำลังพยายามปลุกยอดขายในร้านขายเกลือสำหรับนักดื่มและนักกินของ เขา เขารู้ว่าเทคนิคการตลาดแบบมาตรฐานที่ทำกันทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการทำสปอตวิทยุ การทำป้ายโฆษณา หรือการขายตรงทางไปรษณีย์นั้นยังไม่เพียงพอ เขายังอยากเรียกลูกค้าให้มาที่เว็บไซต์และร้านที่อยู่ในเมืองพอ ร์ตแลนด์ รัฐออรีกอน ด้วยการเขียนบล็อกให้ความรู้และความบันเทิง เพื่อเรียกร้องความสนใจที่ชื่อว่า "Salt News"
Hosting
บิทเทอร์แมนรู้ว่าคนทั่วไปรวมทั้งนักข่าวจะเข้าไปเยี่ยมชมทั้งเ ว็บไซต์และบล็อก และในที่สุดหลายๆ คนก็จะแวะมาที่ร้านเพื่อมาชมเกลือชนิดต่างๆ ที่แตกต่างกันถึง 60 ชนิด และนี่คือการทำตลาดและเพิ่มยอดขายอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ประโยชน์จา กโลกอินเทอร์เน็ตอย่างชาญฉลาด แต่บิทเทอร์แมนแนะนำว่า เว็บไซต์หรือบล็อกที่น่าสนใจยังต้องมีองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ควบคู่กันไปด้วย คือ
สร้างเว็บไซต์ที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ
ลองดูว่าเว็บไซต์ของคุณอธิบายถึงสินค้า และบริการด้วยข้อความที่สั้นๆ จับใจ และเห็นภาพหรือไม่ หรือตอบคำถามเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้าเป้าหมายได้ภายในเวล าต่ำกว่า 10 วินาทีหรือไม่ "เพราะเมื่อมีผู้คลิกไปที่เว็บไซต์ของคุณ คุณมีเวลาประมาณ 5 ถึง 8 นาที ที่จะชักจูงพวกเขา จงพูดให้ตรงประเด็น และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกให้หมด" ลาร์รี เบลิน ผู้บริหารสูงสุดของบริษัท Single Throw Internet Marketing ในเมืองวอลล์ รัฐนิวเจอร์ซีย์ ได้เคยกล่าวเอาไว้ และเขายังเป็นผู้เขียนหนังสือ Mommy, Where Do Customers Come From? ของสำนักพิมพ์ Larstan ซึ่งกำลังจะตีพิมพ์เร็วๆ นี้
เหตุนี้ในโฮมเพจของคุณควรใช้งานง่าย ข้อมูลที่จำเป็น ตรงประเด็น และอย่าลืมว่าต้องจัดให้คำว่า "ติดต่อเรา" ที่คลิกได้นั้น ดูโดดเด่น ที่สำคัญต้องให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณจะปรากฎอยู่ในอันดับต้นๆ ของผลการสืบค้นจากเสิร์ชเอ็นจิ้น ทุกวันนี้นักออกแบบเว็บไซต์ที่เก่งๆ จะสามารถจัดการกับการตลาดของเสิร์ชเอ็นจิ้นในฐานะส่วนหนึ่งของก ารออกแบบและการเขียนโปรแกรม ทว่ามันก็ขึ้นอยู่กับคุณที่จะหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะอธิบายถึงส ินค้าและบริการของคุให้กับลูกค้าเป้าหมาย และเปลี่ยนมันให้เป็นการขายในที่สุด
"ไม่ควรใส่ใจกบปุ่มหรือฟังก์ชันที่พิเศษมากนัก" เบลินเตือน "ให้คิดถึงการเชื่อมโยงและวิธีที่จะช่วยตอบสนองความต้องกา รของลูกค้าจะดีกว่า ทำให้ลูกค้าเข้าใจแจ่มแจ้ง และคุณก็จะชนะในทุกครั้ง" อ่านต่อ
วันจันทร์, มกราคม 5, 2009
การเลือก Web Hosting ให้กับเว็บไซต์คุณ
- Web Hosting ตั้งอยู่ในประเทศหรือต่างประเทศ
- ให้คุณดูก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาที่เว็บของคุณคือใคร หากเป็นลูกค้าในประเทศ ก็ควรเลือก Web Hosting ที่ตั้งอยู่ในประเทศ เพราะเวลาลูกค้าคุณเข้ามาดูข้อมูลในเว็บไซต์คุณ ก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่า ไม่ต้องวิ่งไปหาข้อมูลที่ต่างประเทศ แต่หากลูกค้าคุณเป็นลูกค้าต่างประเทศ ก็ควรเลือก Web Hosting ที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ เพื่อการเข้าถึงของลูกค้าคุณจะได้รวดเร็วกว่าที่จะต้องเข้ามาดูข้อมูลที่เก็บไว้ที่ Web Hosting ในเมืองไทย
- ขนาดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล ต้องพอเพียงกับข้อมูลของ Web Site ที่จัดทำ
- ปกติ พื้นที่ขนาด 5 MB ก็เพียงพอต่อการนำเว็บไซต์ทางธุรกิจทั่วไป ที่มี่ภาพและข้อมูล ยกเว้นแต่หากท่านจะมีข้อมูลเป็นจำนวนมากๆ เช่น ข้อมูลรูปภาพหรือไฟล์เอกสารต่างๆ ที่จะเปิดให้ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดได้หลายรายการ และแต่ละไฟล์มีขนาดใหญ่ ท่านอาจจะต้องพื้นที่เพิ่ม และบางแห่งจะนำ พื้นที่ ๆ เก็บ E-mail มานำไปคิดรวมกับพื้นที่ ๆ เก็บไฟล์ข้อมูลของเว็บไซต์คุณ ซึ่งอาจจะทำให้พื้นที่ของเว็บไซต์ท่านไม่เพียงพอต่อการใช้งานได้ เพราะจะต้องใช้ร่วมกับ E-mail ซึ่งต้องเช็คกับทางผู้ให้บริการ ก่อนตัดสินใจใช้ E-mail Box แยกออกจากพื้นที่เก็บไฟล์ข้อมูลเว็บหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่หากรวมกัน ท่านอาจจะต้องการพื้นที่ Web Hosting อย่างน้อย 15 MB เป็นอย่างต่ำ
- จะมีการใช้เว็บโปรแกรมมิ่งไหมในเว็บของคุณ?
- ถ้า หากเว็บไซต์คุณมีการใช้เว็บโปรแกรมมิ่งในการทำเช่น เว็บบอร์ด, โปรแกรมส่งเมล์หาสมาชิก (Mailing List), หรือ โปรแกรมการเก็บฐานข้อมูล (Database) คุณควรจะเช็คกับทางผู้ให้บริการ Web Hosting ว่า Server ของเค้าเป็น OS อะไร ถ้าหากเป็น Windows ก็สามารถใช้กับ ภาษาในการเขียนโปรแกรมได้แก่ ASP, PHP, Perl ได้ แต่หากเป็น Linux ก็จะสามารถใช้ได้แค่ PHP, Perl เท่านั้น หรือบางท่านอาจจะต้องการใช้ระบบรักษาความปลอดภัย ก็อาจจะต้องใช้บริการ ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลแบบ SSL (Secure Socket Layer) ซึ่งจะเหมาะกับเว็บไซต์ทีทำ E-Commerce
ป้ายกำกับ:
domain,
domain name,
hosting,
web hosting,
จดโดเมน,
เว็บโฮสติ้ง,
โดเมน,
โดเมนเนม,
โฮสติ้ง
วันพุธ, ธันวาคม 3, 2008
กลยุทธ์การหาเงินจาก AdSense
สำหรับผู้ที่ต้องการหารายได้เสริมแบบไม่ต้องลงเงิน... AdSense คือ คำตอบที่ดีที่สุดคำตอบหนึ่งในยุคนี้
สำหรับผู้ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงของธุรกิจออนไลน์คงจะได้ยินคำว่า “AdSense” กันมาบ้างแล้ว ซึ่งก็คือบริการจาก Google ที่เปิดให้คุณสามารถนำโฆษณาจาก Google ไปติดไว้ที่บล็อกหรือเว็บไซต์ของคุณได้ โดยที่คุณจะต้องสมัครของใช้บริการ AdSense เพื่อขอ Account ของตัวเองก่อน เพื่อที่ทาง Google จะได้ทราบว่าใครเป็นคนนำโฆษณาไปติด แล้วถ้ามีคนคลิกโฆษณานั้นจะต้องจ่ายเงินให้กับใคร
เงินค่าตอบแทนที่ได้จาก Google AdSense จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนต่อคลิก x จำนวนคลิก ดังนั้นหากมีคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือบล็อกเป็นจำนวนมาก โอกาสที่ผู้เยี่ยมชมจะคลิกโฆษณา ก็จะมีมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เรามีโอกาสได้เงินมากขึ้นไปด้วย
สำหรับโฆษณาของ Google AdSense จะมีอยู่ 3 ประเภท คือ AdSense for content, AdSense for search และ Google Referrals
AdSense for content แบ่งออกเป็นสองรูปแบบ คือ Ad unit ซึ่งจะเป็นป้ายแบนเนอร์ที่มีทั้งรูปภาพ และ/หรือข้อความ เมื่อมีการคลิกจะได้รับเงินทันที (ยกเว้นป้ายโฆษณาการกุศล) โดยราคาต่อคลิกจะขึ้นอยู่กับราคาของการประมูล Keyword ที่ผู้ลงโฆษณาผ่าน Google Adwords ทำการประมูลเข้ามา อีกประเภทคือ Link unit ที่มีลักษณะคล้ายกับ Menu หรือ Link เมื่อมีการคลิกจะยังไม่ได้เงินในทันที แต่จะได้เงินเมื่อมีการคลิกโฆษณาที่อยู่ในหน้า Link unit นั้น
AdSense for search จะคล้ายกับ Link unit เมื่อผู้เยี่ยมชมค้นหาข้อมูล ผ่าน Google Search ในเว็บไซต์หรือบล็อกของเราจะปรากฏผลลัพธ์ของการค้นหา ซึ่งการค้นหาสามารถค้นหาจากทั้งภายในเว็บไซต์หรือบล็อกของเรา และจะค้นหาจากเว็บไซต์อื่นๆ ซึ่งจะเหมือนกับการเข้าไปค้นหาด้วยเว็บ Google.com เพียงแต่จะมีส่วนที่เป็นโฆษณาเกิดขึ้นด้วย โดยเมื่อมีการคลิกในส่วนของโฆษณาก็จะได้เงินทันที
Google Referrals ขณะนี้มีโปรดักต์อยู่ 3 ตัวให้เรานำไปติดในเว็บไซต์ได้ คือ Google AdSense, Google AdWords และ Firefox plus Google Toolbar โดยรูปแบบโฆษณาของ Google จะได้ค่าตอบแทนเมื่อมีผู้เยี่ยมชมคลิกป้ายแบนเนอร์ผ่านเว็บไซต์หรือบล็อกของ เราแล้วทำการสมัครใช้ ซึ่งอัตราค่าตอบแทนของโปรดักต์ที่นำมาติดจะแตกต่างกันไป อ่านต่อ
สำหรับผู้ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงของธุรกิจออนไลน์คงจะได้ยินคำว่า “AdSense” กันมาบ้างแล้ว ซึ่งก็คือบริการจาก Google ที่เปิดให้คุณสามารถนำโฆษณาจาก Google ไปติดไว้ที่บล็อกหรือเว็บไซต์ของคุณได้ โดยที่คุณจะต้องสมัครของใช้บริการ AdSense เพื่อขอ Account ของตัวเองก่อน เพื่อที่ทาง Google จะได้ทราบว่าใครเป็นคนนำโฆษณาไปติด แล้วถ้ามีคนคลิกโฆษณานั้นจะต้องจ่ายเงินให้กับใคร
เงินค่าตอบแทนที่ได้จาก Google AdSense จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนต่อคลิก x จำนวนคลิก ดังนั้นหากมีคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือบล็อกเป็นจำนวนมาก โอกาสที่ผู้เยี่ยมชมจะคลิกโฆษณา ก็จะมีมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เรามีโอกาสได้เงินมากขึ้นไปด้วย
สำหรับโฆษณาของ Google AdSense จะมีอยู่ 3 ประเภท คือ AdSense for content, AdSense for search และ Google Referrals
AdSense for content แบ่งออกเป็นสองรูปแบบ คือ Ad unit ซึ่งจะเป็นป้ายแบนเนอร์ที่มีทั้งรูปภาพ และ/หรือข้อความ เมื่อมีการคลิกจะได้รับเงินทันที (ยกเว้นป้ายโฆษณาการกุศล) โดยราคาต่อคลิกจะขึ้นอยู่กับราคาของการประมูล Keyword ที่ผู้ลงโฆษณาผ่าน Google Adwords ทำการประมูลเข้ามา อีกประเภทคือ Link unit ที่มีลักษณะคล้ายกับ Menu หรือ Link เมื่อมีการคลิกจะยังไม่ได้เงินในทันที แต่จะได้เงินเมื่อมีการคลิกโฆษณาที่อยู่ในหน้า Link unit นั้น
AdSense for search จะคล้ายกับ Link unit เมื่อผู้เยี่ยมชมค้นหาข้อมูล ผ่าน Google Search ในเว็บไซต์หรือบล็อกของเราจะปรากฏผลลัพธ์ของการค้นหา ซึ่งการค้นหาสามารถค้นหาจากทั้งภายในเว็บไซต์หรือบล็อกของเรา และจะค้นหาจากเว็บไซต์อื่นๆ ซึ่งจะเหมือนกับการเข้าไปค้นหาด้วยเว็บ Google.com เพียงแต่จะมีส่วนที่เป็นโฆษณาเกิดขึ้นด้วย โดยเมื่อมีการคลิกในส่วนของโฆษณาก็จะได้เงินทันที
Google Referrals ขณะนี้มีโปรดักต์อยู่ 3 ตัวให้เรานำไปติดในเว็บไซต์ได้ คือ Google AdSense, Google AdWords และ Firefox plus Google Toolbar โดยรูปแบบโฆษณาของ Google จะได้ค่าตอบแทนเมื่อมีผู้เยี่ยมชมคลิกป้ายแบนเนอร์ผ่านเว็บไซต์หรือบล็อกของ เราแล้วทำการสมัครใช้ ซึ่งอัตราค่าตอบแทนของโปรดักต์ที่นำมาติดจะแตกต่างกันไป อ่านต่อ
วันจันทร์, พฤศจิกายน 10, 2008
วิธีการทำให้เว็บไซต์ที่เป็น Flash อยู่ในอันดับต้นของ Search Engine
Flash Movies เป็นวิธีที่นิยมมากเพื่อทำให้เว็บเว็บไซต์ดูหน้าสนใจและมีความสำคัญมาก ถ้าคุณต้องการให้เว็บไซต์ของคุณ เป็นที่ประทับใจต่อลูกค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่ให้บริการเว็บไซต์ Design .แต่ถ้าคุณใช้ Flash movies หรือแม้กระทัง ถ้าเว็บของคุณถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยี Flash ทั้งหมด อาจส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บของ Search Engine
Search Engine จะสามารถอ่านได้แค่เนื้อหา หรืออักษรที่อยู่ในรูปแบบ HTML เท่านั้น แต่จะไม่สามารถเข้าใจตัวอักษรที่อยู่บนรูปภาพหรือที่รูปภาพที่ปรากฏอยู่ใน Flash movie เลยแม้แต่น้อย
Google ได้แจ้งไว้ใน Google webmaster guidelines ว่า "If fancy features such as Flash keep you from seeing all of your site in a text browser, then search engine spiders may have trouble crawling your site." ซึ่งข้อความที่อยู่ใน ใน Google webmaster guidelines นั้นหมายความว่า Search Engine ยังคงมีปัญหากับ Flash Movies
AllTheWeb.com รู้จักและสามารถอินเด็กซ์ไฟล์ได้ตั้งแต่ เดือนกันยายน ปี 2002 แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาที่อยู่ใน Flash movies
คุณจะสามารถอยู่ในอันดับต้นๆของ Search Engine ได้อย่างไรในเมื่อมีเนื้อหาที่เป็น Flash?
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณควรจะตัดสินใจอีกครั้งในการใช้ Flash บนเว็บไซต์ของคุณ คิดไว้อยู่เสมอว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ยังคงใช้อินเทอร์เน็ตแบบ dial-up อยู่ และคงไม่ต้องการที่จะใช้เวลาในการโหลดที่นานเป็นนาทีเพื่อที่จะชมเว็บไซต์ของคุณ แต่ถ้าคุณต้องการใช้ Flash Movies จริงๆ คุณควรต้องคิดอยู่เสมอว่าถ้าหรือ Flash Movies ไม่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญหรือสิ่งที่คุ้มค่ากับการรอคอยของผู้เยี่ยมชม อาจจะทำให้พวกเขาผิดหวังได้เช่นกัน
เว็บเพจที่นำเสนอแค่โลโก้ของบริษัทของคุณ
จำไว้ว่าไม่ใช่ทุกคนจะมี Flash Player ติดตั้งอยู่ในเครื่อง และควรจะมี Link ที่จะนำผู้เยี่ยมชมเข้าไปสู่เว็บเพจที่มีข้อมูลบริษัทที่สำคัญ จากหน้าแรกที่มี Flash Movies
ด้วยสาเหตุเหล่านี้การหลีกเลี่ยงการใช้ Flash หรือการสร้างเว็บเพจที่เหมือนกันในรูปแบบที่ไม่ใช้ Flash เป็นหนทางที่ง่ายที่สุดในการทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถเข้าถึงได้โดยผู้เยี่ยมชมที่ไม่มี Flash Player, ผู้ที่ใช้ Dial-up Internet หรือแม้กระทั่ง Search Engine
แต่ถ้าคุณต้องใช้ Flash จริงๆ คำแนะนำดังต่อไปนี้จะสามารถช่วยให้ Flash Content ของคุณถูกอินเด็กซ์ได้โดย Search Engines: อ่านต่อ
Search Engine จะสามารถอ่านได้แค่เนื้อหา หรืออักษรที่อยู่ในรูปแบบ HTML เท่านั้น แต่จะไม่สามารถเข้าใจตัวอักษรที่อยู่บนรูปภาพหรือที่รูปภาพที่ปรากฏอยู่ใน Flash movie เลยแม้แต่น้อย
Google ได้แจ้งไว้ใน Google webmaster guidelines ว่า "If fancy features such as Flash keep you from seeing all of your site in a text browser, then search engine spiders may have trouble crawling your site." ซึ่งข้อความที่อยู่ใน ใน Google webmaster guidelines นั้นหมายความว่า Search Engine ยังคงมีปัญหากับ Flash Movies
AllTheWeb.com รู้จักและสามารถอินเด็กซ์ไฟล์ได้ตั้งแต่ เดือนกันยายน ปี 2002 แต่อย่างไรก็ตามมันก็ยังไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาที่อยู่ใน Flash movies
คุณจะสามารถอยู่ในอันดับต้นๆของ Search Engine ได้อย่างไรในเมื่อมีเนื้อหาที่เป็น Flash?
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณควรจะตัดสินใจอีกครั้งในการใช้ Flash บนเว็บไซต์ของคุณ คิดไว้อยู่เสมอว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ยังคงใช้อินเทอร์เน็ตแบบ dial-up อยู่ และคงไม่ต้องการที่จะใช้เวลาในการโหลดที่นานเป็นนาทีเพื่อที่จะชมเว็บไซต์ของคุณ แต่ถ้าคุณต้องการใช้ Flash Movies จริงๆ คุณควรต้องคิดอยู่เสมอว่าถ้าหรือ Flash Movies ไม่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญหรือสิ่งที่คุ้มค่ากับการรอคอยของผู้เยี่ยมชม อาจจะทำให้พวกเขาผิดหวังได้เช่นกัน
เว็บเพจที่นำเสนอแค่โลโก้ของบริษัทของคุณ
จำไว้ว่าไม่ใช่ทุกคนจะมี Flash Player ติดตั้งอยู่ในเครื่อง และควรจะมี Link ที่จะนำผู้เยี่ยมชมเข้าไปสู่เว็บเพจที่มีข้อมูลบริษัทที่สำคัญ จากหน้าแรกที่มี Flash Movies
ด้วยสาเหตุเหล่านี้การหลีกเลี่ยงการใช้ Flash หรือการสร้างเว็บเพจที่เหมือนกันในรูปแบบที่ไม่ใช้ Flash เป็นหนทางที่ง่ายที่สุดในการทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถเข้าถึงได้โดยผู้เยี่ยมชมที่ไม่มี Flash Player, ผู้ที่ใช้ Dial-up Internet หรือแม้กระทั่ง Search Engine
แต่ถ้าคุณต้องใช้ Flash จริงๆ คำแนะนำดังต่อไปนี้จะสามารถช่วยให้ Flash Content ของคุณถูกอินเด็กซ์ได้โดย Search Engines: อ่านต่อ
วันอังคาร, ตุลาคม 21, 2008
ผลสำรวจโฆษณา อีก 5 ปีพลิกโฉมสู่โลกออนไลน์
รายงาน "The end of advertising as we know it" ซึ่งจัดทำโดยบริษัท ไอบีเอ็ม ระบุว่า อนาคตของอุตสาหกรรมโฆษณา 5 ปีจากนี้ จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบจากช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เพราะผู้บริโภคมีอิทธิพลมากขึ้น นักโฆษณาเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น ทั้งในการขายโฆษณา การสร้างสรรค์ การบริโภค และการติดตามผล
ปัจจัยดังกล่าว ทำให้ผู้เล่นในธุรกิจโฆษณารูปแบบเดิมๆ ได้แก่ สื่อทีวี-วิทยุ ช่องทางนำเสนอสื่อ และเอเยนซีโฆษณา ต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้น เพื่อตอบสนองผู้บริโภคได้ดีที่สุด รวมถึงการคิดรูปแบบธุรกิจ และสร้างนวัตกรรมการออกแบบโฆษณา
ผลสำรวจดังกล่าว รวบรวมจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริโภค 2,400 ราย และผู้บริหารบริษัทโฆษณา 80 แห่งทั่วโลก พบว่า ผู้บริโภคยุคนี้เริ่มหันเหความสนใจจากหน้าจอทีวี ไปสู่จอคอมพิวเตอร์มากขึ้น โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 71% ระบุว่า พวกเขาใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่มีอยู่ 48% ใช้เวลาเท่ากันนี้เพื่อดูทีวี ในส่วนของกลุ่มที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของแต่ละวันอยู่กับหน้าจอนั้น มีประมาณ 19% ระบุว่า พวกเขาใช้เวลาหน้าคอมพิวเตอร์ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อเทียบกับสัดส่วนเพียง 9% ที่ใช้เวลาระดับเดียวกันนี้สำหรับดูทีวี
ชี้แนวโน้มด้วยว่า เทคโนโลยี เป็นปัจจัยหนึ่งที่เข้ามาสร้างสรรค์โฆษณาให้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบที่สร้างโดยผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานเอง โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 39% บอกว่า เวบไซต์ที่เกิดจากผู้ใช้เป็นผู้สร้างเนื้อหา (UGC) เป็นแหล่งที่ได้รับความนิยมสูงสุดของการเข้าไปชมเนื้อหาจากวิดีโอ ออนไลน์ อ่านต่อ
ปัจจัยดังกล่าว ทำให้ผู้เล่นในธุรกิจโฆษณารูปแบบเดิมๆ ได้แก่ สื่อทีวี-วิทยุ ช่องทางนำเสนอสื่อ และเอเยนซีโฆษณา ต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้น เพื่อตอบสนองผู้บริโภคได้ดีที่สุด รวมถึงการคิดรูปแบบธุรกิจ และสร้างนวัตกรรมการออกแบบโฆษณา
ผลสำรวจดังกล่าว รวบรวมจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริโภค 2,400 ราย และผู้บริหารบริษัทโฆษณา 80 แห่งทั่วโลก พบว่า ผู้บริโภคยุคนี้เริ่มหันเหความสนใจจากหน้าจอทีวี ไปสู่จอคอมพิวเตอร์มากขึ้น โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 71% ระบุว่า พวกเขาใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่มีอยู่ 48% ใช้เวลาเท่ากันนี้เพื่อดูทีวี ในส่วนของกลุ่มที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของแต่ละวันอยู่กับหน้าจอนั้น มีประมาณ 19% ระบุว่า พวกเขาใช้เวลาหน้าคอมพิวเตอร์ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อเทียบกับสัดส่วนเพียง 9% ที่ใช้เวลาระดับเดียวกันนี้สำหรับดูทีวี
ชี้แนวโน้มด้วยว่า เทคโนโลยี เป็นปัจจัยหนึ่งที่เข้ามาสร้างสรรค์โฆษณาให้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบที่สร้างโดยผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานเอง โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 39% บอกว่า เวบไซต์ที่เกิดจากผู้ใช้เป็นผู้สร้างเนื้อหา (UGC) เป็นแหล่งที่ได้รับความนิยมสูงสุดของการเข้าไปชมเนื้อหาจากวิดีโอ ออนไลน์ อ่านต่อ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)